แทนที่รัฐบาลจะทำหน้าที่ลดความขัดแย้งในสังคม ดูเหมือนกลับจะทำตัวเป็นคู่ข้อกรณีให้ความขัดแย้งดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ทั้งโดยการสร้างปัญหาความขัดแย้งขึ้นเอง และวางทีท่าขัดแย้งกับความถูกต้องยุติธรรม
        ประชาชนอย่างเราๆย่อมรู้สึกได้ว่าแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่นี้ไม่ร่มเย็นเป็นสุขอีกต่อไป ผู้เข้ามาบริหารบ้านเมืองไม่พูดความจริงและไม่แสดงความจริงใจต่อการแก้ปัญหาของแผ่นดิน แต่อาศัยเข้ามาแสดงบทบาทใช้อำนาจแต่งตั้ง อนุมัติ ออกโชว์ตัวในต่างประเทศ มอบภาระหน้าที่ให้รองๆดำเนินการไป แต่ที่ขมีขมันเร่งดำเนินการมากก็คือการหาทางช่วยเหลือนักโทษ
        ฉะนั้น ในระหว่างที่สงครามน้ำลายโดยการประดิษฐ์วาทะกรรมของพรรครัฐบาลขึ้นมาสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่แอบแฝงไว้ เช่น ปรองดองใช้ในความหมายว่านิรโทษกรรม นั้น ประชาชนที่ยังอ่านและฟังข่าวจากสื่อคงรู้สึกได้ว่าขณะนี้เรากำลังอยู่ท่ามกลางสงครามหรือความขัดแย้งที่ชิงความได้เปรียบเสียเปรียบที่ฝ่ายได้เปรียบพยายามใช้ทุกวิถีทางที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ ทั้งโดยการอาศัยตัวบุคคล กรรมธิการ สถาบัน งานวิจัย การขอให้ลืมอดีต การใส่ร้ายฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นอุปสรรคต่อการปรองดอง เพื่อบรรเทาความรู้สึกขัดแย้งในใจของเราและลดความขัดแย้งกับผู้อื่น  จึงขอเสนอแนะให้ลองใช้วิธีต่อไปนี้
         1. เมื่อรับข่าวสารใดๆ ให้ไตร่ตรองด้วยปัญญาว่านั่นเป็นข้อเท็จจริงหรือข่าวลือ เป็นความจริงหรือความเท็จ ให้พิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว  ไม่รีบสรุปตัดสินใจเมื่อยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ
         2. ฟังความรอบด้าน วิเคราะห์เหตุผลของแต่ละฝ่าย วิเคราะห์เจตนาของการเผยแพร่ข่าว พยายามทำความเข้าใจในมุมมองของเขาเหล่านั้น 
         3. ถ้าหากข่าวสารใดมากระทบอารมณ์ของเรา ให้หันมาพิจารณาหลักการความเชื่อของตัวเอง แล้วตรวจสอบว่าถูกต้องสมเหตุสมผลไหม  เมื่อจำเป็นต้องตัดสินใจเห็นด้วยกับจุดยืนหรือข้อเสนอแนะใด ก็ทำตามไปหลักการและเหตุผลของตัวเราอย่างสอดคล้องกัน
         4. ศึกษาทำความเข้าใจความคิดความเชื่อของผู้อื่นที่แตกต่าง ไม่ไปดูถูกดูแคลน ไม่เยาะเย้ยถากถาง  ขณะเดียวกันให้ระวังดูแลอารมณ์ของตัวเองเมื่อตกเป็นฝ่ายถูกเยาะเย้ยถางถางเสียเอง
         ข้อเสนอแนะนี้ใช้ได้เมื่อความขัดแย้งเป็นเพียงความขัดแย้งทางวาจา แต่ถ้าความขัดแย้งพัฒนาไปถึงขั้นลงมือกระทำ  เป็นการต่อสู้ของสองฝ่ายขึ้นมา ก็ต้องตัดสินใจว่าจะร่วมขบวนด้วยหรือไม่อย่างไร โดยวิธีใด  ก็ได้แต่ภาวนาว่าทุกฝ่ายจะร่วมคลี่คลายความขัดแย้งได้ก่อน ก่อนที่จะตัดสินด้วยการใช้ความรุนแรง (ครั้งแล้วก็ครั้งเล่า)    

edit @ 26 Mar 2012 13:28:08 by bangsai

edit @ 26 Mar 2012 19:32:39 by bangsai

edit @ 26 Mar 2012 19:34:44 by bangsai

edit @ 26 Mar 2012 19:35:49 by bangsai

edit @ 26 Mar 2012 19:37:27 by bangsai

            ปัจจุบันเราอาจกล่าวได้ว่าประเทศชาติบ้านเมืองของเรากำลังประสบปัญหามากมายหลายด้าน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ-สังคม ปัญหาการเมือง-การบริหารประเทศ  ปัญหาพลังงานและสิ่งแวดล้อม  ปัญหาการศึกษาและการกระจายโอกาส  ปัญหาด้านสาธารณสุข  ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง  ปัญหาแรงงานต่างด้าว  ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม  ฯลฯ  จนอาจกล่าวได้ว่าปัญหาเหล่านี้กำลังบ่อนทำลายความมั่นคงและความสงบสุขของคนไทยทั้งประเทศก็ว่าได้
             โดยทั่วไปเรามักคิดว่าผู้ที่ควรเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้คือรัฐบาลหรือหน่วยงานกลางที่มีอำนาจหน้าที่ มีงบประมาณและบุคลากร  แล้วเราก็เฝ้ารอว่าเมื่อไรพวกเขาจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้สักที  การที่ประชาชนต่างพากันนั่งรอผู้มีหน้าที่รับผิดชอบมาแก้ไขปัญหานั้นเป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่ารัฐต้องรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆที่เป็นของส่วนกลาง โดยพวกเขามีหน้าที่จ่ายภาษีอากรบำรุงรัฐไปแล้ว  การคิดเช่นนี้อาจถูกต้องเพียงครึ่งเดียวเพราะเป็นไปไม่ได้ที่รัฐจะดูแลรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างโดยปราศจากความร่วมมือจากภาคประชาชน  หากประชาชนต้องการมีชีวิตอยู่ในสังคมที่มั่นคงและสงบสุข ประชาชนสามารถช่วยได้คนละไม้คนละมือ  ไม่นิ่งดูดาย ไม่เป็นฝ่ายเอาแต่สร้างปัญหา แต่ช่วยกันลดปัญหาให้น้อยลง
             ในฤดูแล้งต้นไม้ใบหญ้าพากันเหี่ยวแห้งติดไฟง่าย ในภาคเหนือมีการจุดไฟเผาหญ้า/เผาป่า จนเขม่าควันไฟฟุ้งกระจายไปทั่วในหลายจังหวัด ยังผลให้ทัศนวิสัยไม่ดี การจราจรทางอากาศต้องถูกยกเลิก ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยว  คนที่อยู่ในท้องถิ่นก็มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการหายใจ  ได้ยินว่ามีผู้นำท้องถิ่นแห่งหนึ่งประกาศว่าชุมชนของเขาสามารถบริหารจัดการผืนป่าให้รอดพ้นจากไฟและเขม่าควันได้  จะเห็นได้ว่าชุมชนสามารถช่วยกันป้องกันไฟป่าและอนุรักษ์ป่าของเขาไว้ได้ถ้าคนในชุมชนนั้นร่วมมือกัน 
             การปลูกป่าก็เช่นเดียวกัน ถ้าทุกบ้าน ทุกชุมชนร่วมใจกันจริงจังที่จะปลูกต้นไม้และบำรุงต้นไม้ไปพร้อมๆกัน เพียงเวลาห้าถึงสิบปี ชุมชนก็จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนว่าต้นไม้ที่ช่วยกันปลูกไว้ให้ร่มเงาและความเย็นสบาย
ทุกคนได้อาศัยพึ่งร่มเงา ได้เห็นสีเขียวของพืชพันธุ์ไม้เย็นตา  แผ่นดินที่มีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ย่อมดูสุขสบายจริงๆ
             ลุงเอี่ยม ณ วัดไร่ขิงตกเป็นข่าวบริจาคทรัพย์นับล้านบาทให้แก่วัดไร่ขิงทั้งๆที่ลุงเอี่ยมก็ไม่ได้ถึงกับร่ำรวยมากมาย  ช่างเป็นตัวอย่างของคนเสียสละ  เป็นคนจนที่ไม่โกงตัวจริง ที่ทำให้คนไทยยุคนี้ถึงกับฉงนฉงายใจว่ามีอย่างนี้ด้วยหรือ  หรือแทกซี่ที่เก็บทองคำจำนวนมากได้แล้วคืนให้เจ้าของ  ข่าวดังกล่าวมีความโดดเด่นก็เพราะไม่มีใครยุคนี้ที่คิดจะทำเช่นนั้น  แต่การเสียสละให้และการซื่อตรงไม่ถือเอาของของผู้อื่นนั้นเป็นการกระทำที่ถูกต้อง ถ้าคนทุกคนเสียสละเพื่อส่วนรวมและไม่เอาของเขาเป็นของเราได้ สังคมของเราจะน่าอยู่ขึ้นมากกว่านี้
             สมัยนี้หนุ่มสาวนิยมความสวยความงามมาก ยอมเสียเวลาเสียสตางค์เพื่อให้ขาวเนียนไร้ขน ไม่นิยมความสวยความงามตามธรรมชาติของเพศที่อาศัยเพียงสุขภาพและความสะอาดมีอนามัยอีกต่อไป นอกจากนั้นยังนิยมใช้เครื่องสำอางเพื่อปรุงแต่งโฉมให้ดูงามเหมือนคนต่างชาติ   แทนที่จะใช้ทรัพย์ใช้เวลาให้มีประโยชน์ในเรื่องที่สมควร บรรดาคนหนุ่มสาวก็ทำตัวประดุจนกยูงหรือนกหงส์หยกที่คอยส่องกระจกดูเงาตัวเองทั้งวัน หากเธอทั้งหลายจะหันมาเอาใจใส่และขวนขวายกับหน้าที่ของตนเองตามที่ควรจะทำ คนวัยหนุ่มสาวสามารถทำตัวเองให้เป็นกำลังของสังคมได้มากมาย
             การแหกกฏกติกาของสังคมโดยผู้คนทั้งหลาย  นักเรียนนักศึกษาไม่แต่งตัวให้เหมาะสม หลายคนแต่งตัวไม่เหมาะกับกาละเทศะไม่มีรสนิยม  เมื่อดูแล้วแทนที่จะจำเริญตาจำเริญใจก็พลอยห่วงใยวิตกกังวลแทน  สังคมมีกฏกติกาอยู่ทั่วไป การขับรถแซงซ้าย ไม่ให้สัญญาน จอดไม่เป็นที่เป็นทาง ทำให้เฉี่ยวชนหรือรถติด ถ้าเราหัดตัวเองให้เคารพกฏกติกา กฏกติกานี้มีไว้เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข เราก็ช่วยสร้างสังคมให้เป็นสุขได้
              สาธารณสมบัติที่สร้างไว้เพื่อให้ทุกคนได้ใช้เพื่อความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นที่นั่งรอรถประจำทาง สะพานลอย  ทางเดินเท้า  ส้วมสาธารณะ  ถนนหนทาง  ถ้าทุกคนใช้สาธารณสมบัติให้เหมือนดังที่ใช้สมบัติส่วนตัวของตนเองได้  เราก็ช่วยสังคมได้เยอะ  ฉะนั้น แทนที่เราจะเที่ยวทิ้งเศษขยะตามที่ต่างๆ  เที่ยวขีดเขียนหรือแปะป้ายไว้เกลื่อน  ใช้ส้วมแล้วไม่หันมาดูความเรียบร้อย  เรารับผิดชอบตัวเองที่จะไม่มีส่วนทำให้สาธารณสมบัติทรุดโทรมหรือหมดสภาพการใช้งานเร็วเกินควร  เพียงเท่านี้เราก็ช่วยสังคมได้แล้ว
              ยุคนี้ดูเหมือนมีคนอ้วนมากๆเดินไปเดินมาให้เห็นอยู่ทั่วไป  อันนี้น่าจะแปลว่าวิถีการดำรงชีวิตเราเปลี่ยนไป อาหารการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อนหาความสุข การทำงาน คนสมัยนี้กินอยู่ใช้แบบสำเร็จรูปมากกว่าแต่ก่อน  การกินอาหารด่วน  การใช้เครื่องทุ่นแรง  การติดเกมติดเน็ต  การทำงานที่ไม่เคลื่อนไหวมาก เหล่านี้นับเป็นเหตุให้อ้วน  เมื่ออ้วนแล้วก็มีปัญหาเรื่องความสวยความงามและที่สำคัญคือปัญหาสุขภาพ  ทำให้จำเป็นต้องเสียเวลาเสียทรัพย์ไปดูแลรักษา  ฉะนั้นถ้าทุกคนจะดูแลเรื่องกินเรื่องอยู่ไม่ปล่อยให้อ้วนจนเกินไป ก็นับว่าช่วยสังคมได้เหมือนกัน       

อันว่าเสรีภาพ

posted on 09 Feb 2012 14:55 by bangsai
        สุดยากที่จะเข้าใจอุดมการณ์การเมืองของบรรดาปรมาจารย์ในแวดวงมหาวิทยาลัย ที่ดูจะเทิดทูน"อิสรภาพเสรีภาพ"ยิ่งกว่าค่านิยมอื่นใด  เหมือนจะฝั่งหัวอยู่กับนักคิดตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสังคมอุดมคติยุคกรีก หรือ นักปรัชญามาร์กซิสต้นกำเนิดความคิดสังคมนิยม แถมพกเอาความหยามเหยียดรังเกียจต่อแนวบริหารบ้านเมืองที่กลุ่มนี้เรียกว่าแนวอนุรักษ์นิยม มิหนำซ้ำยังละเมอคิดว่าคนไทยทุกวันนี้ยังหลงอยู่กับการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช  พลเมืองไทยที่เล่าเรียนผ่านการศึกษาภาคบังคับล้วนเข้าใจว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเรียนรู้จากประสบการณ์จริงว่าพระมหากษัตริย์มิได้มีอำนาจโดยสมบูรณ์ดังแต่ก่อน แต่มีรัฐบาล รัฐสภาและศาลทำหน้าที่ในปรมาภิไทยของพระมหากษัตริย์  กระนั้น นักวิชาการสังคมนิยมตกขอบก็ไม่วายที่จะอบรมฝังหัวนิสิตนักศึกษาให้หยุดเทิดทูนสถาบันทั้งๆที่พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้ทรงดำรงพระอิสรีรยศมาด้วยทศพิทธราชธรรมเป็นที่ประจักษ์มาตลอดชั่วชีวิตของพสกนิกรที่มีอายุคราวปู่ย่าตายายของเยาวชนปัจจุบัน พระองค์ทรงวางพระองค์เป็นผู้นำที่ประชาชนกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ  แล้วมาวันนี้ จากรั้วมหาวิทยาลัยมาเชื่อมกับแนวคิดคอมมิวนิสต์ดึกดำบรรพ์ซึ่งมีทั้งเทิดทูนและไม่เทิดทูนสถาบัน ต่างพากันไม่พอใจกฎหมายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้มีการแสดงความคิดเห็นไปต่างๆ จนเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย สนับสนุน ต่อต้าน ทั้งนี้ล้วนกระทบกระเทือนต่อสถาบันทั้งนั้น แม้กระทั่งกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประชาชนทั้งหลายก็มิได้เข้าใจว่ามีสาเหตุจากอะไร แต่ที่แน่ๆไม่ได้มีสาเหตุมาจากประชาชนถูกริดรอนเสรีภาพ ดูเหมือนว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้เป็นอุปสรรคต่อระบบธุรกิจการเมืองต่างหาก  น่าเสียดายที่นักวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัยจะช่วยเป็นหูเป็นตาปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนที่กำลังถูกนักธุรกิจการเมืองเขมือบอยู่ กลับมาตั้งป้อมสู้เรื่องอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ออกจะเป็นสังคมนิยมด้วยซ้ำไป  เอ แล้วจะไม่ไปขัดแย้งกับเผด็จการทุนนิยมหรือนี่  เอ อะไรกันแน่
         ในยามที่ประชาชนไม่รู้อะไรมาก ออกจะสับสนงุนงงอยู่แล้วกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทันกับหน้าฉากหลังฉากของตัวละครการเมือง นักวิชาการหลายคนนอกจากจะไม่ช่วยให้ประชาชนหายข้องใจแล้ว ยังกลับเป็นสุนัขรับใช้นักธุรกิจการเมืองเหล่านี้ ทั้งๆที่มีสติปัญญาเปรื่องปราชญ์เหนือประชาชนทั้งหลาย ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนักวิชาการกลุ่มนี้จึงมีพฤติกรรมต่อประเทศชาติบ้านเมืองเช่นนี้